Recent comments


รู้หรือไม่!? อันตรายนะ…ทาน หวาน เค็ม เผ็ด เกินไปอาจป่วยได้


แซ่บ จัดจ้าน ถึงเครื่อง…คำเหล่านี้บอกว่าอาหารไทยมีรสจัดมาแต่ไหนแต่ไร ในขณะที่กระแสคลีนฟู้ดกำลังมา เลยเกิดคำถามเวลาว่า อาหารเผ็ดปรุงเยอะๆ อาหารแซ่บ ทำอันตรายสุขภาพเรา รึเปล่า

อาหารไทยไปไกลทั่วโลก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาหารไทยขึ้นหิ้งเป็นพรีเมี่ยมฟู้ดไปเสียแล้ว เพราะให้รสชาติกลมกล่อม มีเมนูหลากหลาย การนำเสนอก็สวยงามน่าตื่นใจ ทั่วโลกเลยยกนิ้วให้กับอาหารบ้านเรา

แต่ช้าก่อน เราขอท้าให้ลองทำอาหารด้วยตัวเองสักมื้อ (หรือทำบ่อยอยู่แล้วก็เถอะ) เราจะพบเรื่องจริงน่าตะลึงที่ว่า อาหารไทยเกือบทุกเมนูถูกปรุงด้วยซอสนานาชนิด (ซอสถั่วเหลือง น้ำปลา ซีอิ๊วขาว ฯลฯ) นี่ยังไม่รวมน้ำตาล ผงชูรส (ที่ไม่แนะนำซะเลย) พริก พริกไทย และเครื่องเทศรสจัดอีกมาก ที่ต่างถูกโยนลงหม้อเดียวกัน จนสุดท้ายเนื้อสัตว์และผักในจานกลับถูกเคลือบด้วยรสชาติของเครื่องปรุงไปหมดสิ้น

ติดหวานมาทางนี้ เมนูยั่วใจ: ไข่พะโล้, ไข่ลูกเขย, ข้าวหมูแดง, ผัดเปรี้ยวหวาน, หลนเต้าเจี้ยว, ทองหยิบ, ทองหยอด, สายไหม ฯลฯ เคล็ดกินหวาน: อย่าว่าแต่อาหารไทยที่มีรสหวานเลย บางทีก๋วยเตี๋ยวธรรมดา เราก็ยังเติมน้ำตาลเป็นช้อนๆ ได้เพราะติดหวาน องค์กรอนามัยโลกยังเคยบอกว่าไม่ควรกินน้ำตาลมากกว่า 6 ช้อนชาต่อวัน (100 แคลอรี) ฉะนั้น แล้วลองมาเช็กหน่อยว่าความหวานมีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง

Advertisement


*อาหารแต่ละชนิดมีความหวานจากธรรมชาติอยู่แล้วแม้แต่ในเนื้อสัตว์ ให้แต่ละวันมีเมนูที่ไม่หวานหรือหวานน้อยบ้าง เช่น แกงจืดที่ให้น้ำตาลจากผักแทนความหวานไปเลย แล้วเติมเกลือปรุงรสอีกเล็กน้อย หรือขนมสาคูของโปรดที่ตัวแป้งและกะทิก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอยู่ดี ฉะนั้นแล้วเลือกกินที่หวานน้อยๆ ไว้ก่อนดีกว่ามั้ย

*ผู้หญิงต้องการน้ำตาลน้อยกว่าผู้ชาย กล่าวคือ 100 แคลอรีต่อวัน ส่วนผู้ชายต้องการ 150 แคลอรี แต่น้ำอัดลมหรือน้ำหวานอัดขวดก็มีน้ำตาลมากกว่า 120 แคลอรีเข้าไปแล้ว นี่ยังไม่รวมอาหารรสหวานที่ชื่นชอบ อย่างนี้ต้องถามตัวเองซะแล้วว่าเรารับน้ำตาลมากไปหรือไม่

*เพราะน้ำตาลทรายเป็นสาเหตุของโรคอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ในขณะที่น้ำตาลที่มีในผัก ผลไม้ และธัญพืช กลับให้คุณค่าต่อร่างกายมากกว่า หันมาทานอาหารรสหวานจากธรรมชาติ ปราศจากการปรุงแต่งบ้างก็ไม่เลวนะ

*ถ้าการกินอาหารนอกบ้านทำให้เราเลี่ยงน้ำตาลไม่ได้ ลองหันมาทำอาหารกินเองที่บ้านที่สามารถสร้างสรรค์ความหวานอร่อยได้ดังใจ เช่น ทำแกงเขียวหวานโดยใช้นมถั่วเหลืองแทนกะทิ ใส่น้ำตาลปี๊บน้อยหน่อย แล้วลิ้มรสความหวานจากไก่และมะเขือเปราะสดๆ ได้แบบไม่กลัวอ้วน

ติดเค็มมาทางนี้ เมนูยั่วใจ: หมูแดดเดียว, หมูกรอบ, ยำปลาเค็ม, ส้มตำปูเค็ม, หอยดอง, หมูผัดกะปิ, แกงไตปลา ฯลฯ เคล็ดกินเค็ม: สั่งข้าวผัดปลาเค็มก็แล้ว แต่ชาวเราก็ยังไม่วายราดน้ำปลาพริกเข้าไปอีก อย่างนี้แล้วเกลืออาจท่วมไตและส่งผลร้ายลามไปถึงหัวใจ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งแสดงผลให้เห็นเป็นอาการเรื้อรัง

Advertisement


*ในเกลือมีโซเดียมเป็นองค์ประกอบทางเคมีอยู่ 40 % (และคลอไรด์อีก 60%) หากมีการบริโภคมากเกินไป เกลือจะดึงน้ำในร่างกายมาสะสมในกระแสโลหิต และหากสะสมมากเข้า หัวใจจะทำงานมากขึ้น ทำให้เกิดอาการความดันโลหิตสูง สาเหตุของโรคหัวใจได้ รวมทั้งโรคไตด้วย (ที่สะสมไว้และขับออกไปไม่ได้)

*อาหารปรุงรสของเราไม่ว่าซอส น้ำปลา กะปิ ปลาร้า ต่างมีเกลือเป็นส่วนผสมมากกว่า 15% ของขวด ในขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าคนไทยควรกินเกลือเพียง 1 ช้อนชา หรือ 6 กรัมต่อวัน น้อยกว่าที่กินเยอะเลยใช่มั้ยล่ะ

*ผัดผักรวมคราวหน้า ลองงดซอส งดน้ำปลา แทนรสเค็มด้วยการโรยเกลือนิดหน่อย เหยาะพริกไทยสักนิด เชื่อเถอะว่าอร่อยไม่ต่างกัน ทั้งยังหอม ได้รสหวานจากผักด้วย เชื่อมั้ยว่าชาวเขาบ้านเราทำอาหารกันแบบนี้และพวกเขามีสุขภาพแข็งแรงมากๆ หรืออยากให้หอมมากขึ้น หั่นพริกหนุ่มลงไปผสมสักหน่อยก็จะยิ่งอร่อยเหาะ

*ลืมพริกน้ำปลาที่วางบนโต๊ะร้านอาหารไปได้เลย ก๋วยเตี๋ยวบางชามก็เค็มมากอยู่แล้วจึงควรฝึกนิสัยชิมก่อนปรุง ส่วนมื้อไหนที่กินเค็มมากไปให้ดื่มน้ำตามมากๆ เพราะสามารถขับออกได้ทางเหงื่อและปัสสาวะ ยกเว้นแต่กรณีที่สะสมและทานต่อเนื่องเป็นประจำ

ติดเผ็ด ติดเปรี้ยวมาทางนี้เมนูยั่วใจ: แกงเผ็ดทุกชนิด, ส้มตำ, น้ำพริก, ต้มยำ, ยำทุกชนิด, มะม่วงน้ำปลาหวาน, ของดอง ฯลฯ เคล็ดกินเผ็ด กินเปรี้ยว: พริกกับมะนาวดูเป็นของคู่ครัวบ้านเรา ยิ่งเมนูไหนใช้เป็นส่วนผสมก็ยิ่งถูกปาก แทบหยุดไม่ได้ แต่รู้กันบ้างหรือเปล่า กินมากๆ เข้าอาจเป็นอันตรายกับระบบทางเดินอาหารได้นะ

Advertisement


*แพทย์ทุกแผนบอกเสมอว่า ขนาดพริกโดนผิวหนังเรายังแสบร้อน ประสาอะไรกับการกินลงท้องที่กระเพาะจะรู้สึกไม่ต่างกัน ทำให้ปวดท้องบ้าง ท้องเสียบ้าง การกินเผ็ดที่ดีควรกินแต่พอประมาณ เพราะประโยชน์ของพริกคือช่วยเผาผลาญ ขับเสมหะ สลายลิ่มเลือด บรรเทาอาการปวด แต่เมื่อกินมากก็กลายเป็นโทษ โดยเฉพาะการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและอาจลุกลามเป็นมะเร็งได้หากเรื้อรัง

*เช่นเดียวกับรสเปรี้ยว หากเป็นกรดจากธรรมชาติจากผลไม้ โซดา กาแฟ กรดน้ำส้ม ร่างกายจะสามารถย่อยได้โดยไม่เป็นอันตราย ทั้งยังได้วิตามินซี โพแทสเซียม และโฟลิคแอซิด แต่หากคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหาร กรดจากอาหารจะทำลายสุขภาพช่องท้องอย่างมาก จึงเป็นอาหารควรเลี่ยง และควรทานแต่อาหารรสอ่อน

*อาหารหมักดองอาจอร่อยแต่ไม่ให้ประโยชน์เท่าไรนัก อย่างน้ำส้มสายชูที่หากนำไปทำอาหารก็จะทำให้อาหารจานนั้นย่อยยากขึ้น ส่วนผักดอง ผลไม้ดอง แทบไม่เหลือคุณค่าอะไรให้ร่างกายเลย เพราะผ่านเวลาและกรรมวิธีเสียจนคุณค่า เช่น วิตามินบีสูญสลายไป ทางที่ดีควรกินผักและผลไม้เปรี้ยวสดๆ จะดีกว่า

อาหารไทยไม่ได้แปลว่าจะทำร้ายสุขภาพ มากไปกว่าการกินให้พอเหมาะกับร่างกายของเรา เชื่อเถอะว่าของดีจากสมุนไพรและความหลากหลายของอาหารบ้านเรา ยังไงก็น่าอิจฉากว่าอาหารที่ไหนๆ ตราบใดที่คนไทยกินอย่างมีสติและรู้จักคำว่าพอดีนั่นเอง

เครดิต: นิตยสาร lisaguru.com
รู้หรือไม่!? อันตรายนะ…ทาน หวาน เค็ม เผ็ด เกินไปอาจป่วยได้ รู้หรือไม่!? อันตรายนะ…ทาน หวาน เค็ม เผ็ด เกินไปอาจป่วยได้ Reviewed by ออกไป เที่ยว on 10:46:00 Rating: 5

Comments