Recent comments


ท้าให้ลอง!! 10 วันเห็นผล วิธีแก้ปัญหาส้นเท้าแตก แค่มีเพียง 2 สิ่งนี้เท่านั้น!!


คุณคงพูดไม่ออกหากรู้ว่าของ 2 สิ่งที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปจะมีคุณประโยชน์มากมายขนาดนี้ ตั้งแต่จัดการกับปัญหาส้นเท้าแตก แผลพุพอง รวมไปถึงผิวหยาบกร้านที่ทำได้จริงและเห็นผลได้ภายใน 10 วันเท่านั้น!

ฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่เราจะขอใช้พื้นที่ตรงนี้เพื่ออธิบายถึงวิธีการบำรุงผิวส้นเท้าแสนง่าย สไตล์บ้านๆ ที่จะช่วยลดอายุส้นเท้าของคุณให้มีความอ่อนนุ่ม เรียบเนียนเหมือนดั่งสมัยยังสาวนั้น จะทำได้อย่างไร?ต้องทำความเข้าใจกันก่อน คนเรามักคิดกันไปเองว่าปัญหาส้นเท้าแตกเป็นเพียงปัญหาด้านความงามเท่านั้น แต่ในความจริงแล้วหากเราไม่ได้รับการรักษาส้นเท้าแตกได้อย่างทันท่วงที มันจะส่งผลให้รอยแตกที่เรามีเห็นได้ชัดขึ้น ลึกขึ้น และเป็นที่มาของอาการเจ็บที่ส้นเท้ามากขึ้นไปด้วย

Advertisement


ซึ่งรอยแตกพวกนี้มันมาจากเซลล์ผิวที่ตายแล้วมีจำนวนมากขึ้นซึ่งนำไปสู่การไหลเวียนเลือดของร่างกายที่ไม่ดีและส่งผลให้ความยืดหยุ่นของร่างกายต่ำ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องใช้หินขัดส้นเท้าเพื่อกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ส่วนของทั้ง 2 สิ่งที่เราพูดถึงในตอนต้น ของ 2 สิ่งที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาและนำมาใช้เพื่อขจัดปัญหาส้นเท้าแตกนั่นก็คือ ยาแอสไพรินและแอลกอฮอล์สำหรับเช็ดทำความสะอาดนั่นเอง โดยมีวิธีการทำดังต่อไปนี้

อุปกรณ์ 
1. ยาแอสไพริน 300 กรัม จำนวน 10 เม็ด
2. แอลกอฮอล์สำหรับเช็ดทำความสะอาด 250 มิลลิลิตร

Advertisement


วิธีทำ 
1. ขั้นเตรียมการ บดยาแอสไพรินทั้ง 10 เม็ดให้เป็นผง จากนั้นเทแอลกอฮอล์ลงไปผสมกับยาแอสไพรินที่บดเป็นผงเรียบร้อยแล้ว คนส่วนผสมให้เข้ากันและพักเอาไว้ 1-2 วัน

2. ขั้นตอนการทำ เมื่อครบ 2 วันแล้ว ให้ชโลมส่วนผสมของยาแอสไพรินกับแอลกอฮอล์ใส่ผ้าก็อซให้ชุ่มจากนั้นก็นำไปแปะส้นเท้าตรงบริเวณที่มีรอยแตก ใช้ถุงพลาสติกพันให้รอบจนไม่มีของเหลวซึมออกมา สวมถุงเท้าทับอีกหนึ่งชั้น

จากนั้นก็เข้านอนทิ้งไว้ข้ามคืน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่น เช็ดเท้าให้แห้ง แล้วทาครีมบำรุงผิวเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ไม่ยากใช่ไหม? พวกเราหวังว่าบทความนี้จะช่วยคุณได้และเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย 

ที่มา...news.thaiza.com
ท้าให้ลอง!! 10 วันเห็นผล วิธีแก้ปัญหาส้นเท้าแตก แค่มีเพียง 2 สิ่งนี้เท่านั้น!! ท้าให้ลอง!! 10 วันเห็นผล วิธีแก้ปัญหาส้นเท้าแตก แค่มีเพียง 2 สิ่งนี้เท่านั้น!! Reviewed by บำรุง สมอง on 14:56:00 Rating: 5

Comments